อาหาร

  7 อาหารที่ไม่ควรกินตอนท้องว่าง

 1. นมและถั่วเหลือง เมนูยอดนิยมสำหรับใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพราะความสะดวกในการรับประทานหรือประหยัดเวลา นมมักเป็นคำตอบแรกเวลาหิว แต่แม้จะอุดมด้วยโปรตีนและเชื่อว่าการดื่มนมเยอะ ๆ จะมีประโยชน์นั้น แท้ที่จริงแล้วการดื่มนมและถั่วหลือง เช่น น้ำเต้าหู้จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภท แป้งอยู่ ดังนั้นการเลือกรับประทานนมตอนท้องว่าง จะทำให้ท้องอืดได้



 
2. น้ำตาลหรืออาหารหวาน การที่คนเราเสียพลังงานไปเยอะนั้น จริงอยู่ว่าร่างกายต้องได้รับการเสริมสร้างจากเกลือแร่และน้ำตาลเมื่อเรารู้สึกอ่อนเพลีย แต่ทว่าหากท้องว่างแล้วนั้น การเลือกดื่มน้ำหวาน หรือของหวานเช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ซึ่งส่งผลต่อการ ดูดซึมโปรตีนทุกชนิดและลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไตได้

 



 3. ผัก บางคนอาจคิดว่าการทานผักเยอะ ๆ แทนข้าว โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดควมอ้วนนั้น เป็นความคิดที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนแล้ว การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด



 4. กล้วย คนส่วนใหญ่มักเชื่อกันว่า การทานกล้วยเยอะ ๆ จะทำให้ระบบขับถ่ายดี แต่มักลืมกันไปว่าหากทานกล้วยในช่วงเวลาตอนท้องว่างแล้ว นอกจากจะทำให้ท้องอืด ยังจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก


 

 5. ชาแก่ ตื่นเช้าแล้วจิบน้ำชาสักแก้ว ดูแล้วเข้าท่าและน่าจะดี แต่หารู้ไม่ว่าการจิบชาร้อนโดยเฉพาะชาแก่ช่วงท้องว่างนั้นจะทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง
 
 

  

 
6. ลูกพลับ เป็นอีกหนึ่งชนิดต้องห้ามยามท้องว่าง เพราะลูกพลับจะเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

 

 

 

  

 

 7. เหล้า กระเทียม เป็นสิ่งสุดท้ายที่ไม่ควรรับประทานในขณะท้องว่าง เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะมีส่วนเพิ่มแรงกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

 

 

 ที่สำคัญขณะท้องว่างนั้น เราไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เกิด อาการช็อกได้ง่าย เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำมากและเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา เราควรดื่มน้ำอุ่นๆสัก 1-2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ อีกทั้งยังช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น

 

 

 

 อาหารคลีน คืออะไร

       ก่อนอื่นเลยนั้นเรามาทำความรู้จักกับอาหารคลีนกันก่อน อาหารคลีนคืออะไร ดีต่อสุขภาพอย่างไร?
       อาหารคลีน หรือ คลีนฟู้ด (Clean Food) หรือ Eating Clean คือ อาหาร และการเลือกกินอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด ผ่านการปนเปื้อนน้อยมากไปจนถึงขั้นไม่มีสารปนเปื้อนใด ๆ ติดมากับอาหารเลย เน้นความเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ดัดแปลงน้อยที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์จากธรรมชาติ และสารอาหารอย่างครบถ้วน

     อาหารคลีนมีอะไรบ้าง?
    ถ้าจะให้ยกตัวอย่างอาหารคลีน ก็ได้แก่ ผัก ผลไม้สด ๆ ธัญพืช อาหารที่ไม่ผ่านการขัดสี จำพวกข้าว แป้ง น้ำตาล อาหารที่ไม่ปรุงรสจัด ทั้งรสหวานจากน้ำตาล หรือรสเค็มจากการเติมเกลือ และน้ำปลา รวมไปถึงเครื่องปรุงรสใด ๆ ที่ทำให้อาหารมีรสผิดไปจากธรรมชาติ นอกจากนี้อาหารประเภททอด ที่ทอดด้วยน้ำมันท่วม ๆ หรืออาหารผัดที่ใช้น้ำมันเยอะ ๆ ก็เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับหมวดอาหารคลีนด้วย

        วันนี้จึงขอนำสูตรอาหารคลีนมาฝากกันถึง 15 สูตรเลยทีเดียว  

1. แครกเกอร์หน้าแซลมอนรมควันและอะโวคาโด      



แครกเกอร์ธัญพืชอบกรอบ ทับด้วยอะโวคาโดสดหั่นชิ้นบาง ๆ ตบท้ายด้วยเนื้อแซลมอนรมควัน โรยออริกาโน่อีกสักนิดเพิ่มรสชาติ พร้อมเลมอนสไลด์เป็นเครื่องเคียงอีกสักอย่าง ก็ทำให้อาหารจานนี้มีหน้าตาดีใช้ได้เลยนะคะเนี่ย

สิ่งทีต้องเตรียม

        แครกเกอร์ธัญพืชแผ่นบาง 3-4 แผ่น

        อะโวคาโด สไลซ์บาง 1/3 ลูก

        แซลมอนรมควัน 30 กรัม (1 ออนซ์)

        เกลือป่น และพริกไทยป่น

        เลมอนเหลืองฝานบาง

วิธีทำ

        วางอะโวคาโด แซลมอนรมควันบนแครกเกอร์ โรยหน้าด้วยเกือป่นละพริกไทยป่น เสิร์ฟพร้อมเลมอนฝานบาง

2. ไข่อบมันฝรั่งเนื้อนุ่มหอมกรุ่น   
          อิ่มแบบคลีน ๆ ในมื้อเช้าด้วยเมนูไข่อบมันฝรั่งเนื้อหนานุ่ม ตีไข่ผสมนมสด ปรุงรสด้วยเกลือเบา ๆ กับพริกไทยเล็กน้อย แล้วหั่นมันฝรั่งเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าใส่ลงไป อบให้ขึ้นฟูได้ที่ก็พร้อมเสิร์ฟรับอรุณแล้วจ้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

        มันฝรั่งหั่นเต๋า 1 1/2 ถ้วย (6 ออนซ์)

        ไข่ไก่ 8 ฟอง

        นมสด 1/3 ถ้วย

        เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

        พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา

        เชดดาร์ชีส 1 ถ้วย

วิธีทำ

        เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮท์ เตรียมไว้ ทาเนยในถาดสำหรับเข้าเตาอบ เตรียมไว้

        ผสม มันฝรั่ง ไข่ไก่ นม เกลือป่น และพริกไทยป่น เข้าด้วยกัน เทส่วนผสมลงในพิมพ์ โรยด้วยเชดดาร์ชีส นำเข้าอบนานประมาณ 30-35 นาที นำออกจากเตา พักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จนเริ่มอุ่น ตัดเป็นชิ้น พร้อเสิร์ฟ




3. วาฟเฟิลโฮลวีทกล้วยหอมจอมซน    


         เนื้อวาฟเฟิลโฮลวีตนุ่ม ๆ ผสมความหอมและสัมผัสแน่น ๆ จากกล้วยหอมสดหั่นแว่น ราดน้ำผึ้ง และดื่มนมคู่กันไป อาหารจานนี้ก็ฟินได้ทั้งมื้อเช้า หรือจะทำไว้กินเป็นอาหารว่างก็ตามสบายเลย


สิ่งที่ต้องเตรียม

        กล้วยหอม หั่นเป็นแว่นบาง 2 ลูก

        ซอสแอปเปิ้ล 1/2 ถ้วย

        ไข่ไก่ 2 ฟอง

        นมสด หรือนมเปรี้ยว 1 1/2 ถ้วย

        ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย

        แป้งโฮลวีต 1 ถ้วย

        ผงฟู 1 ช้อนชา

        เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

        กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

        ผงอบเชย 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

        เปิดเครื่องทำวาฟเฟิลเตรียมไว้

        ใช้ ส้อมบดกล้วยหอมจนเป็นเนื้อเนียน เติมซอสแอปเปิ้ล และไข่ไก่ ตีผสมจนเข้ากัน ค่อย ๆ เติมนมสดลงไป ตีผสมให้เข้ากัน ตามด้วยแป้งโฮลวีต ผงฟู เกลือป่น กลิ่นวานิลลา และผงอบเชย ตีผสมจนเข้ากัน 

        ตักส่วนผสมใส่เครื่องทำวาฟเฟิล อบจนสุก เสริ์ฟพร้อมกล้วยหอมหั่นเป็นแว่นบาง น้ำเชื่อมกลิ่นเมเปิล หรือน้ำผึ้ง





4. สลัดเต้าหู้กับน้ำสลัดงา   


 
        
 สำหรับคนที่ต้องการไดเอต และอยากจัดอาหารเบา ๆ แต่ให้สารอาหารครบถ้วน ลองสูตรอาหารคลีนจานนี้รับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอนค่ะ เพราะมีทั้งผักหลากชนิด และโปรตีนจากเต้าหู้ พร้อมวิตามินสารพัดประโยชน์จากงาดำอีกต่างหาก เด็ดไปเลยเนอะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

        ผักสลัดสีเขียวตามชอบ หั่นเป็นชิ้นเล็ก 4 ถ้วย

        หัวไชเท้า สไลซ์บาง 2 หัว

        แตงกวา สไลซ์บาง 1/4 ถ้วย

        แครอทขูดเป็นเส้น 1/4 ถ้วย

        เต้าหู้ขาวชนิดแข็ง หั่นเต๋า 60 กรัม (2 ออนซ์)

        น้ำสลัดน้ำใส 2 ช้อนโต๊ะ

        ธัญพืชตามชอบ สำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

        ใส่ ผักสลัด หัวไชเท้า แตงกวา แครอท เต้าหู้ และน้ำสลัด ลงในอ่างผสม คนผสมให้เข้ากัน โรยด้วยธัญพืชตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ





5. ไก่ย่างมะนาวอะโวคาโด

          เอาใจคุณแม่ที่กำลังควบคุมน้ำหนักด้วยเมนูไก่ย่างมะนาวอะโวคาโด สูตรเด็ดที่ให้สารอาหารที่ดีสำหรับคุณแม่ และคุณลูกในครรภ์ แต่ไม่เพิ่มน้ำตาลในเลือดจนเสี่ยงเป็นเบาหวาน อร่อยลืมกับอาหารจานนี้ได้เพลิน ๆ เลยจ้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

        เนื้ออกไก่ 2 ชิ้น

        พริกไทยป่น และเกลือป่นปริมาณเล็กน้อยสำหรับหมักไก่

        อะโวคาโด (หั่นเป็นชิ้นยาว) 1 ลูก

        มะนาว 1 ลูก

        พริกไทยป่นสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

        หมักอกไก่กับเกลือป่น และพริกไทยป่นจนทั่ว พักไว้สักครู่

        นำเนื้ออกไก่ที่หมักไว้ไปย่าง หรืออบจนสุก นำออกจากเตา จัดใส่จาน

        เวลารับประทานให้วางไก่ย่างลงบนอะโวคาโด บีบมะนาว และโรยพริกไทยป่น




6. สลัดอกไก่ย่างกับกะหล่ำปลีและส้มเขียวหวาน   
         ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อนำกะหล่ำปลีมาซอย ต้มพอสุก แล้วจับคู่กินกับส้มเขียวหวานราดด้วยน้ำสลัดงา และเติมอกไก่ย่างเพิ่มโปรตีนให้อาหารจานนี้ จะเปลี่ยนอาหารที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ ให้มีรสชาติที่กลมกล่มกล่อมลงตัวจนคาดไม่ถึง
 

สิ่งที่ต้องเตรียม

        อัลมอนด์สไลซ์ 2 ช้อนโต๊ะ

        เนื้ออกไก่ 120 กรัม (4 ออนซ์)

        กะหล่ำปลี หรือผักกาดขาวซอย 1/4 หัว (ประมาณ 2 ถ้วย)

        ส้มเขียวหวาน แกะเป็นชิ้น 1 ลูก

        หัวหอม สไลซ์บาง 1 ลูก

        น้ำสลัดงาน้ำใส 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

        เปิด เตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮท์ นำอัลมอนด์สไลซ์เข้าอบประมาณ 4 นาที จนอัลมอนด์เป็นสีน้ำตาล พักทิ้งไว้จนเย็น

        ย่างอกไก่ในกระทะจนสุก หั่นเป็นชิ้น เตรียมไว้

        ใส่อกไก่ กะหล่ำปลี เนื้อส้ม น้ำส้มคั้นและหัวหอมลงในชามสลัด ใส่น้ำสลัด โรยด้วยอัลมอนด์อบ พร้อมเสิร์ฟ


 7. อกไก่อบเลมอน

         เปลี่ยนเมนูไก่อบที่เคยกินให้เฮลธ์ตี้ยิ่งขึ้น เพราะเมนูนี้จะใช้อกไก่เนื้อแน่น ๆ คลุกเคล้าเครื่องเทศให้ชุ่มฉ่ำ แล้วนำไปอบพร้อมเลมอนเปรี้ยว ๆ หอม ๆ เสร็จแล้วตักเสิร์ฟพร้อมผักสดไว้กินแกล้มสักหน่อย ฟินเว่อร์
 
สิ่งที่ต้องเตรียม
        น้ำมันพืชตามชอบ (ดอกทานตะวัน หรือน้ำมันมะกอก) 1/4 ถ้วย

        เนื้ออกไก่ 1 ชิ้น

        เกลือป่น 2 ช้อนชา

        โรสแมรี 1 ช้อนชา

        เลมอน 1/2 ลูก (สไลซ์เป็น 3 ชิ้นบาง)

วิธีทำ 

        เปิดเตาอบที่ 350 องศาฟาเรนไฮท์ เตรียมไว้

        ผสม น้ำมันพืช เกลือป่น และโรสแมรี ในอ่างผสมให้เข้ากัน แล้วใส่เนื้ออกไก่ลงไปเคล้าผสมให้เข้ากัน ตักใส่ลงในถาดสำหรับอบ วางเลมอนสไลซ์ 2 ชิ้น ลงบนอกไก่ทั้ง ส่วนเลมอนอีก 1 ชิ้นที่เหลือ ให้บีบน้ำเลมอนลงไปบนเนื้อไก่ 

        นำ เข้าอบประมาณ 15 นาที นำออกจากเตา นำเลมอนออกจากเนื้อไก่ไปวางด้านข้างถาด จากนั้นกลับด้านอกไก่ นำเข้าเตาอบต่ออีกประมาณ 15 นาที จนเนื้อไก่สุก นำออกจากเตา นำเลมอนกลับมาวางด้านบนเนื้อไก่ พร้อมเสิร์ฟ






8. สลัดข้าวหอมสีนิล

         ข้าวหอมสีนิลขึ้นชื่อในเรื่องของคุณประโยชน์มหาศาลอยู่แล้ว แต่เราจะเพิ่มสารอาหารพร้อมความอร่อยให้เมนูนี้ยิ่งขึ้น ด้วยการนำอกไก่ย่าง กะหล่ำปลีย่าง และมะม่วงสุกมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำสลัดงาปรุงรสลงไป เติมความกลมกล่อมอย่างลงตัว

สิ่งที่ต้องเตรียม

         เนื้ออกไก่ต้มปรุงรส ฉีกเป็นเส้น ๆ 1 ชิ้น

         กะหล่ำปลีซอย 1 ถ้วย

         เนื้อมะม่วงสุก หั่นเต๋า 1/2 ลูก

         ข้าวสีนิลหุงสุก 1/2 ถ้วย

         น้ำสลัดงาน้ำใส 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

         ผสมเนื้อไก่ กะหล่ำปลี เนื้อมะม่วงสุก ข้าวสีนิล และน้ำสลัด คนผสมให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟ 


9. สลัดผักวอเตอร์เครสกับถั่วซิกพี  


         ผักวอเตอร์เครสดอังไฟอุ่น ๆ พอให้ได้กลิ่นหอม ผสมกับถั่วซิกพีย่างสุกคลุกเคล้าให้เข้ากัน ซึ่งเมนูนี้คุณจะเติมผักสดอะไรลงไปอีกก็ได้นะคะ จากนั้นก็ปรุงรสสลัดน้ำใสให้ได้รสชาติที่ถูกปาก

สิ่งที่ต้องเตรียม

         ผักเวอร์เตอร์เครส หั่นเป็นชิ้น 3 ถ้วย

         แครอทหั่นเป็นชิ้นหนา 1/4 นิ้ว จำนวน 1 ถ้วย

         เกลือป่น

         ถั่วซิกพีกระป๋อง (เทน้ำออก) 1/2 ถ้วย

         น้ำสลัด 2 ช้อนชา

         เกลือป่น และพริกไทยดำป่น

วิธีทำ 

         ใส่น้ำลงในหม้อ เติมเกลือป่น ใส่แครอทลงต้มประมาณ 4 นาที ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ พักทิ้งไว้จนเย็น

         ใส่ผักเวอร์เตอร์เครส แครอทต้ม ถั่วซิกพี และน้ำสลัดลงในอ่างผสม คนผสมให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟ





10. สลัดผักกับสันนอกหมูย่าง


       
   สารพัดผักใบเขียวฉ่ำน้ำสลัดงาหอม ๆ กินคู่กับถั่วคั่ว และเนื้อหมูสันนอกย่างนุ่ม ๆ เป็นความอร่อยในรสชาติที่ไม่ซ้ำใคร แต่ให้คุณค่าทางสารอาหารที่เต็มเปี่ยม และในขณะเดียวกันก็ให้แคลอรี่และโทษน้อยมากถึงมากที่สุด


สิ่งที่ต้องเตรียม

         เนื้อหมูอบ หรือย่าง 100 กรัม

         น้ำมันมะกอก

         เห็ดแชมปิญอง ผ่าครึ่ง 1/4 ถ้วย

         เกลือป่น และพริกไทยป่น

         ผัดสลัด (Arugula) 3-4 ถ้วย

         น้ำสลัดน้ำใสตามชอบ 2 ช้อนโต๊ะ

         เมล็ดฟักทอง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

         ใส่น้ำมันมะกอกลงในกระทะ ใส่เห็ดแชมปิญองลงผัด เติมเกลือป่น และพริกไทยป่น ผัดจนเห็ดสุก และเปลี่ยนสี

         ใส่เนื้อหมูย่าง เห็ด ผักสลัด และน้ำสลัดลงในชามสลัด โรยด้วยเมล็ดฟักทอง พร้อมเสิร์ฟ



11. สลัดคริสมาสต์

          ขอเรียกชื่อเมนูแบบนี้เพราะเป็นการรวมตัวของผักสีเขียว ทั้งแตงกวา และผักขม แซมด้วยความหวานอมเปรี้ยวของผลไม้ตระกูลเบอร์รีสีแดงสดอย่างสตรอวเบอร์รี ราดด้วยน้ำสลัดแบบใส รสชาติอร่อยเลิศอย่าบอกใครเชียว

สิ่งที่ต้องเตรียม

         สตรอเบอร์รี สไลซ์ 240 กรัม

         แตงกวา ปอกเปลือก ผ่าครึ่ง สไลซ์บาง 1 ลูก

         ผักโขม 150 กรัม

         ต้นหอมซอย 2-3 ต้น

         อัลมอนด์สับหยาบ 1/2 ถ้วย

         โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ

         น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

         น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ

         ใบโหระพาสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ

         น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนชา

         เกลือป่น และพริกไทยป่น เล็กน้อย

วิธีทำ

         ใส่สตรอว์เบอร์รี แตงกวา ผักโขม ต้นหอมซอย และอัลมอนด์สับหยาบลงในอ่างผสม เตรียมไว้

         ตี ผสมโยเกิร์ต น้ำมะนาว และน้ำมันมะกอก เข้าด้วยกัน เติมน้ำผึ้ง เกลือป่น พริกไทยป่น และใบโหระพา คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ นำเข้าแช่เย็นจนถึงเวลาเสิร์ฟ

         ตักส่วนผสมน้ำสลัดราดลงบนผักสลัดที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟ



12. กะหล่ำปลีย่างเลมอน
         อย่าเพิ่งดูถูกว่าเป็นแค่กะหล่ำปลีย่างนะจ๊ะ เพราะขอบอกตรงนี้เลยว่า ใครยังไม่เคยชิมกะหล่ำปลีย่างเลมอนจานนี้ล่ะก็ คงไม่รู้ฤทธิ์เดชความอร่อยของเขาซะแล้ว ถ้าอย่างนั้นคงต้องมาพิสูจน์กันเอาเอง แต่ว่าถ้าติดใจจนหยุดปากไม่ได้ ก็อย่าหาว่าไม่เตือนล่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

         กะหล่ำปลีขนาดกลาง 1 หัว (หั่นเป็น 8 ชิ้น)

         น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา

         น้ำมะนาว 2 ช้อนชา

         เกลือป่น และพริกไทยดำป่น

         เลมอนสไลซ์

วิธีทำ

         เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 450 องศาฟาเรนไฮท์ จากนั้นพ่นถาดรองอบด้วยสเปรย์กันติด เตรียมไว้

         ตี ผสมน้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อเดียว ใช้แปรงทาส่วนผสมน้ำมะนาวลงบนกะหล่ำปลีให้ทั่วทุกด้าน โรยเกลือป่น และพริกไทยป่น

         นำ เข้าเตาอบนานประมาณ 15 นาที จนด้านที่ติดถาดอบเป็นสีน้ำตาล นำออกมากลับด้านแล้วนำเข้าอบต่ออีกประมาณ 10-15 นาที ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมเลมอนฝาน



13. โยเกิร์ตหน้ามะม่วง

         ฉีกแนวมาดูสูตรของหวานกันหน่อย กับเมนูโยเกิร์ตเนื้อละเอียด อัดแน่นไปด้วยจุลินทรีย์มีประโยชน์ รวมทั้งวิตามินอื่น ๆ อีกมากมาย แถมยังมีเนื้อมะม่วงสุกหวานฉ่ำ เติมความเฟรชอีกด้วยนะคะ ช่างเป็นเมนูที่เหมาะกับหน้าร้อนแบบนี้ซะจริง ๆ

สิ่งที่ต้องเตรียม

         โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ชนิดไขมันต่ำ 1/2 ถ้วย

         เนื้อมะม่วงสุก หั่นเต๋า 1/2 ถ้วย

         ธัญพืชตามชอบ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ 

         ใส่โยเกิร์ตลงในถ้วย โรยด้วยเนื้อมะม่วงสุก และธัญพืชตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ 




 14. น้ำอะโวคาโดปั่น

         ถัดจากเมนูของหวานก็มาดูสูตรน้ำผลไม้ปั่นเพื่อสุขภาพแก้วนี้กันดีกว่า เพียงแค่ใช้เนื้ออะโวคาโดสดมาปั่นละเอียด เติมน้ำสะอาด และน้ำมะนาวเพิ่มรสชาติอีกสักนิด ก็จะได้เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมาคลายร้อน อีกทั้งสูตรนี้ยังเหมาะกับคนที่ต้องการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมทั้งโรคหัวใจ และสำหรับใครที่อยากหน้าเด็กก็ต้องรีบดื่มกันด่วน ๆ เลย
 
สิ่งที่ต้องเตรียม

         เนื้ออะโวคาโด 1/2 ลูก

         น้ำมะพร้าว แช่เย็นจัด 1 ถ้วย

         น้ำเชื่อม (Agave Syrup) 1 ช้อนชา

         น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

วิธีทำ

         ปั่นผสมเนื้ออะโวคาโด น้ำมะพร้าว น้ำเชื่อม และน้ำมะนาว ในเครื่องปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด เทใส่แก้ว พร้อมดื่ม 


15. กล้วยปั่นผสมอัลมอนด์


         จะจัดสูตรเครื่องดื่มคลีนทั้งทีเป็นแค่น้ำกล้วยปั่นก็คงจะเชยเกินไป งั้นลองผสมอัลมอนด์คั่วลงไปปั่นด้วยสัก 2-3 เม็ดก็พอ รับรองอร่อยเลิศเกินธรรมดาแน่ ๆ จ้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

         กล้วยหอมแช่แข็ง หั่นเป็นชิ้น 1 ลูก

         นมอัลมอนด์ 1 ถ้วย

         เนยถั่วอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ

         น้ำหอมกลิ่นอัลมอนด์ 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ 

         ปั่นผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันจนเนื้อเนียนละเอียด เทใส่แก้ว พร้อมดื่ม

      เห็นอาหารคลีนวันนี้แล้ว ขอบอกว่าน่ารับประทานมากๆ ทำง่าย แถมมีประโยชน์กับสุขภาพด้วย อาจจะเป็นกิจกรรมยามว่างสำหรับใครหลายๆคนได้นะครับ


แหล่งที่มา : http://cooking.kapook.com/view88487.html


 



 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น